ค้นหาบล็อกนี้

Snap Shots

Get Free Shots from Snap.com

Build Your Own Microcontroller Projects

Build Your Own Microcontroller Projects
MCU Projec Thai

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

วงจรคอมไบน์เนชั่น (Combination circuit)

ลักษณะของ Decoder circuit






แสดงลักษณะของวงจรซีเควนเชียล(Sequential circuit)


วงจรคอมไบน์เนชั่น (Combination circuit)

คือวงจรที่สร้างขึ้นจากการนำเอาเกตแบบต่าง ๆ เช่น AND Gate,OR Gate มากกว่า 1 ตัวต่อให้ได้ Output ตามที่ต้องการ วงจรลักษณะนี้ทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยสัญญาณนาฬิกาในการควบคุมจังหวะการทำงาน ซึ่งวงจรประเภทคอมไบน์เนชั่น ได้แก่ วงจรเข้ารหัส (Encoder) วงจรถอดรหัส (Decoder) วงจรบวก (Adder) วงจรลบ (Sub-tractor) วงจรมัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexer) เป็นต้น เมือรวมวงจรต่าง ๆเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว เราจะได้ส่วนที่ทำหน้าที่ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์และการกระทำทางลอจิก เรียกส่วนนี้ว่า ALU (Arithmetic Logic Unit)

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

Microcontroller สมองกลแห่งกาารสร้างโลกอนาคตตัวจิ๋ว

ไมโครคอนโทรลเลอร์ (Microcontroller)
นั้นคืออะไร ให้ท่านย้อนนึกถึงสมัยที่มนุษย์สามารถคิดค้นและประยุกต์สร้างอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ได้ นั่นก็คือไดโอด (Diode) และทรานซิสเตอร์ (Transistor) ซึ่งเป็นจุดเปลื่ียนของวงการอิเล็กทรอนิกส์ยุดสมัยใหม่ เพราะเมื่อนำอุปกรณ์ประเภทนี้สร่างเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้แล้ว ส่งผลให้การสร้างวงจรที่ซับซ้อนมีขนาดเล็กลงมาก รวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้นด้วย ต่อมาให้มีกาารกำหนดอุปกรณืมาตรฐานที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งคุณสมบัติเด่นของไดโอดที่สามารถควบคุมทิศทางการไหลของกระแสได้และในทำนองเดียวกันทรานซิสเตอร์ (Transistor) มีลักษณะการทำงานเป็นวงจรขยายสัญญาณหรือทำหน้าที่เป็นสวิตช์ได้ ดังนั้นได้มีการพัฒนาสร้างเป็นวงจรลอจิกในระบบดิจิทัล (Digital logic circuit) เช่น แอนด์เกต (AND) ออร์เกต (OR) เป็นต้น และต่อมาได้มีการนำวงจรเกตแบบต่าง ๆ สร้างเป็นวงจรทางดิจิทัล (Digital circuit) ดังนี้
คือ วงจรดิจิทัลที่อาศัยสัญญาณนาฬิกาหรือคาบเวลาในการควบคุมการทำงานเป็นหลัก โดยที่สภาวะ Input จะต้องมีสภาวะที่เหมาะสมตามตารางความจริง รวมถึงจังหวะในการทำงานจะต้องขึ้นอยู่กับสัญญาณควบคุมด้วย วงจรลักษณะนี้ได้แก่ วงจรฟริปฟลอป (Flip-Flop) วงจรรีจีสเตอร์ (Register) และวงจรนับ (Connter) เป็นต้น ต่อมาได้มีการพัฒนาสร้างเป็นหน่วยความจำ (RAM) ที่สามารถจำสภาวะข้อมูลได้ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยความจำจะประกอบด้วย วงจรถอดรหัสวงจรรีจีสเตอร์ หลาย ๆตัวทำงานร่วมกัน
จากคุณสมบัติของวงจรดิจิทัลแบบคอมไบน์เนชั่นและวงจรแบบซีเควนเชียลนั่นเอง เมื่อเชื่อมต่อวงจรในส่วนต่าง ๆเข้าด้วยกันแล้ว ทำให้มีความสามารถในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ การกระทำทางลอจิก รวมถึงความสามารถในการจัดเก็บและการย้ายข้อมูล และเมื่อเพิ่มวงจรสร้างสัญญาณนาฬิกาสำหรับควบคุมจังหวะกาารทำงานแล้วสร้างให้อยู่ภายในอุปกรณ์เพียงตัวเดียวเราเรียกว่า CPU (Central Processing Unit)